เกริ่นนิดนึงก่อนว่า Camino นั้นเป็นเว็บเบราว์เซอร์ของค่าย Mozilla

ซึ่งใช้เอนจิน Gecko แต่นำไปพัฒนาต่อด้วย Cocoa เพื่อนำมาใช้กับ MAC OS ครับ

โดยหลักๆก็มี feature ใหม่ๆดังนี้

 

  • Tab Overview แสดงภาพตัวอย่างของแท็บที่เปิดอยู่ รวมถึงลากสลับตำแหน่งแท็บได้แล้ว
  • ระบบเตือน phishing (ใช้ข้อมูลจาก Google Safe Browsing เหมือนกับของ Firefox) ระบบบล็อค popup และบล็อคแฟลชแอนิเมชัน
  • สนับสนุน Growl, Keychain และ Full Keyboard Access ของแมค
  • full page zoom
  • เปลี่ยนมาใช้ Gecko 1.9.0 (เทียบเท่า Firefox 3.0)

 

 Camino

 Download

 

http://caminobrowser.org/

 

 

หน้าตาดูสมกับเป็นลูกพี่ลูกน้องของ Firefox ดีจริงๆ 

  • บูตเร็วมาก ประมาณสี่วินาทีหลังเปิดเครื่อง กูเกิลต้องการทำให้คอมพิวเตอร์เป็นเหมือนโทรทัศน์ ทุกอย่างถูกตัดออก เหลือแค่เฟิร์มแวร์, เคอร์เนล, และ Chrome งานนี้อาจจะต้องเขียนตำรา OS ใหม่เพราะ Chrome OS ไม่มีแม้แต่ Bootloader
  • มีการยืนยันทุกโค้ดที่จะรัน ผ่านทางระบบการยืนยัน Certificate และการตรวจสอบความถูกต้องด้วย SHA1 ถ้าไม่แน่ใจว่ามีใครแอบแฮกเครื่องหรือไม่ ให้รีบูตเพื่อยืนยันซอฟต์แวร์ทั้งหมด
  • มีฟีเจอร์เพิ่มเติมเพื่อเว็บแอพลิเคชั่น เช่น หน้าต่างขนาดเล็กสำหรับแชต, sidebar สำหรับแอพลิเคชั่นที่ใช้บ่อย และระบบเตือนผู้ใช้สำหรับเมล
  • ทุกอย่างอยู่บนอินเทอร์เน็ต (ให้ถูกคือทุกอย่างอยู่กับกูเกิล) ข้อมูลในเครื่องเป็นเพียงการแคชเท่านั้นและทุกอย่างในดิสก์เข้ารหัสทั้งหมด ไม่สามารถแชร์ไฟล์ระหว่างผู้ใช้ในเครื่องเดียวกันได้
  • รองรับ Flash ตั้งแต่ต้น
ในมุมมองของผม มันคือ platform ที่ทำมาเพื่อใช้งานทั่วไปบน net จริง
นั้นหมายถึง google จะเป็นคนเก็บข้อมูลให้เราทัะ้งหมดเอง เราอยากได้อะไรก็ติดต่อเข้าไปกับบริการของ google
ที่สำคัญอย่างยิ่งคือ มันจะสะดวกมากๆในการใช้งานทั่วไปที่เรานิยมทำกัน แต่มีจะไม่ยืดหยุ่นต่อการทำงานหนักๆอย่างแน่นอน
 
เชิญชมวิดิโอ youtube เลยดีกว่าครับ ผมชอบ UI เค้ามากๆ 
 
 
 
 
 

edit @ 21 Nov 2009 11:49:03 by Auttapong Maesincee

นายอรรถพงศ์ เมษินทรีย์ 5270280026

Information Security Assignment #2 

การเจาะระบบ Biometric
 ว่าด้วยการทำ Reverse engineering บน ระบบป้องกันแบบ Biometric เอง โดยจะพบว่า
การจะเจาะเข้าสู่ระบบป้องกันแบบนี้นั้น สามารถทำได้โดยการใช้วิธีการไม่ต่างไปจากเดิมซักเท่า
ใหร่เลย

 โดยระบบป้องกันภัย เช่นระบบป้อนรหัสด้วยลายนิ้วมือ หรือ Finger Print Scan นั้นยังต้อง
อาศัยส่วนหลักในการเก็บข้อมูลที่เป็นชุดข้อมูลตัวเลขที่เครื่องคอมพิวเตอร์จะสามารถเข้าใจได้ ซึ่ง
แปลงมาจากการรับข้อมูลมาจากเครื่องแสกน และระหว่างทางจะถูกส่งผ่านเครื่องข่ายไม่ว่าจะสั้น
หรือจะยาว การส่งข้อมูลนี้มีจุดอ่อนที่จะสามารถถูกโจรกรรมได้ตลอดเวลา

 การทำงานของเครื่องนั้นคือเมื่อเราทาบนิ้วมือลงไป เครื่องจะทำการอ่านค่าลายนิ้วมือเป็น
รูปภาพ และส่งผ่านไปยัง Extractor Unit ซึ่งเป็นตัวแปลงรูปลายนิ้วมือให้เป็นข้อมูลตัวเลขจึงจะถูก
ส่งต่อไปยังหน่วยเปรียบเทียบ (Comparison Unit) ที่จะเป็นตัวระบุความถูกต้องของลายนิ้วมือ ซึ่ง
ข้อมูลเหล่านี้จะถูกเก็บไว้บนฐานข้อมูล

 การเจาะระบบวิธีแรก คือ การดักค่าการส่งรหัสจาก ฐานข้อมูลไปยัง Comparison Unit ซึ่ง
หลังจากที่แสร้งทำกดรหัสผ่านพลาดหนึ่งทีก็จะสามารถดัก Packet ที่ถูกส่งมาได้ แล้วนำ packet นี้
มาแปลงและส่งกลับแทนค่าลายนิ้วมือจริงจริงไปยัง Comparison Unit

 การเจาะระบบวิธีที่สอง คือ การเจาะเข้าฐานข้อมูลโดยตรงเพื่อสับเปลี่ยนค่าลายนิ้วมือกับ
ผู้ใช้คนใดคนนึงที่มีอยู่แล้ว โดยจะแทนที่ด้วยชุดข้อมูลตัวเลขที่แปลงมาจากลายนิ้วมือของเราเอง ซึ่ง
ในกรณีที่มีการเข้ารหัสชุดข้อมูลตัวเลขนั้นจำเป็นต้องถอดรหัสข้อมูลก่อนว่าเป้นการเข้ารหัสชนิดใด
และทำการเข้ารหัสแบบเดียวกันเพื่อให้ข้อมูลใช้งานได้

การเจาะระบบวิธีที่สาม คือ การเจาะเข้าฐานข้อมูลโดยตรงเช่นกันเพื่อสับเปลี่ยนค่าความ
น่าเชื่อถือของลายนิ้วมือที่รับซึ่งปรกติแล้ว Confidence level นี้จะถูกตั้งไว้ที่ประมาณ 95%
 เมื่อถูกปรับเป็น 1 % นั้น ลายนิ้วมือใครก็ตามก็สามารถเข้าออกผ่านระบบป้องกันได้ทันที


โดยทั้ง 3 วิธีเน้นไปที่การใช้เทคนิคการเจาะระบบข้อมูลตัวเลขซึ่งเป็นพื้นฐานมาจากการ
เจาะเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์โดยตรง ซึ่งเมื่อเจาะเข้าสู่ระบบป้องกันผ่านทางเครือข่ายได้
แล้ว การรับผลจากระบบป้องกัน Biometric นั้นแทบไม่ได้ช่วยป้องกันอะไรได้เลย เทคนิค
การเจาะระบบชนิดนี้ต้องอาศัยการเตรียมการเชิงข้อมูลอย่างดี และความสามารถในการ
เจาะผ่านเครือข่ายที่มีการป้องกันสูง อีกทั้งวิธีนี้ไม่สามารถใช้กันระบบป้องกันแบบปิดที่เก็บ
ข้อมูลไว้ใน ROM ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
 
*ปัจจุบันมี Tools สำหรับให้ hack ในระบบที่ไม่มีการเข้ารหัสแล้ว

Reference:

http://www.theinquirer.net/inquirer/news/1029539/how-hack-biometrics

http://news.techworld.com/security/11863/biometric-hack-tool-released/

edit @ 18 Nov 2009 18:19:31 by Auttapong Maesincee

edit @ 18 Nov 2009 18:20:14 by Auttapong Maesincee

// เพิ่มบรรทัดนี้เข้าไปในส่วน code

 

    public partial class Guestbook : System.Web.UI.Page

    {

        protected void SqlDataSource1_Inserted(object s,SqlDataSourceStatusEventArgs e)

            {

                ListView1.DataBind();

            }

    }

 

// ในส่วน web ให้ใส่ event เพิ่มเข้าไป เช่น

<asp:SqlDataSource ID="SqlDataSource1" OnInserted="SqlDataSource1_Inserted" runat="server" 

From http://www.blognone.com/node/13942

 

นิตยสาร Time ได้รวบรวม 10 ภาพสุดยอดที่ถูกถ่ายและเข้าไปดูได้บน Google Earth มีภาพแปลกๆ และน่ารักๆ หลายจุดเลยทีเดียว ลองไปดูกัน

ในอนาคตภาพเหล่านี้อาจจะหายไปหากมีการอัพเดตรูปในระบบของกูเกิล

ที่มา - Top 10 Google Earth Finds : Time

 

 

 

Sony Ericsson Xperia™ X10

Sony Ericsson Xperia™ X10

 

มาทบทวน Spec มันอีกครั้งครับ

CPU -  1 GHz Qualcomm Snapdragon processor

กล้อง -  8 megapixel camera

OS - Android

หน้าจอ - Touch Screen  4 นิ้ว (480x854)

แถมด้วย MiniUSB Port ไม่ต้องทนกับ fast port อีกต่อไปแล้วครับ  

 

 

 เห็นแล้วอย่า งง มันไม่ได้มี สองเครื่องแต่อย่างใด แต่มันสามารถถอดแยกร่างออกจากกันได้!!!

โดยปรกติเราก็ใช้โทรทัชสกรีนธรรมดา ถ้าจะกดเบอร์แบบปุ่มๆก็รวมร่างแล้ว slide ลง

 ถ้าจะใช้ built-in keyboard ก็แยกร่างมันซะ โดยอุปกรณ์ สองชิ้นจะเชื่อต่อกันด้วย bluetooth

แค่ฟังก็เจ๋งจนเหนื่อยแล้ว มันยังจะมาพร้อมกล้อง 12.2ล้าน 

แถมหน้าจอยาวสุดๆ  854 x 480 

ที่สำคัญที่สุด ผมชอบ design มันอย่างวุดซึ้งครับ สุดยอด 

 

Fujitsu's splitting F-04B cellphone gets tested, found to contain no Energon cubes