เทรนด์ไอทีปี 2009 Trend IT

posted on 09 Oct 2008 09:46 by techinnoreview

 

 

คอลัมน์ ระดมสมอง โดย เพสซิมิสต์  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 04 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4033

ขณะนี้เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า สหรัฐกำลังเผชิญกับวิกฤตสถาบันการเงินที่ร้ายแรงที่สุดในรอบ 70 ปี คำถามคือประเทศสหรัฐที่เชื่อกันว่า สถาบันการเงิน และระบบการควบคุมสถาบันการเงิน มีประสบการณ์ และความรู้ความสามารถสูงที่สุดในโลก ทำไมจึงนำพาเศรษฐกิจโลกเข้าสู่สภาวการณ์ที่ไอเอ็มเอฟสรุปว่า เป็นภาวะที่ระบบการเงินของโลกอยู่ในสถานะที่เปราะบาง (fragile) และมีความเสี่ยงว่าอาจเข้าสู่ความชะงักงันของสินเชื่อ (credit crunch) เนื่องจากสถาบันการเงินเพิ่มทุนได้เพียง 4 แสนล้านเหรียญ แต่ไอเอ็มเอฟประเมินว่าจะต้องเพิ่มทุนทั้งหมดถึง 9 แสนล้านเหรียญ

เกี่ยวกับเรื่องนี้หนังสือพิมพ์ Financial Time ของอังกฤษได้เสนอบทความ 2 ตอนเรื่อง The Big Freeze : A year that shook faith in finance เมื่อ 3-4 สิงหาคม 2008 ซึ่งพยายามแสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวิกฤตสถาบันการเงินของสหรัฐว่า เกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมผู้ประกอบการและทางการของสหรัฐจึง "พลาดพลั้ง" อย่างมาก และยังไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้แม้ว่าปัญหานี้ จะยืดยื้อมานานเกือบ 1 ปีแล้ว ซึ่งสิ่งที่น่าตกใจ (นอกจากขนาดของปัญหา) คือข้อเท็จจริงว่าผู้กำหนดนโยบาย และนายธนาคารของประเทศตะวันตกมิได้รู้ตัวว่ามีปัญหา (caught unawares) อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านการเงิน ของสหรัฐผู้หนึ่ง ยอมรับว่า หากมีใครมาบอกเขาเมื่อปีที่แล้วว่า สหรัฐจะเผชิญวิกฤตสถาบันการเงินในปีนี้ เขาคงหัวเราะเยาะว่าเป็นการพูดที่ไร้สาระ

Bank for International Settlements หรือองค์กรที่รวมกลุ่มธนาคารกลางทั่วโลกยอมรับในรายงานประจำปีว่า "ความยืดเยื้อ ความรุนแรงและผลกระทบต่อเศรษฐกิจจริงอย่างกว้างขวาง (จากวิกฤตสถาบันการเงิน) นั้นเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยคาดการณ์มาก่อน และคำถามหลักคือเหตุใดปัญหาสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ต่ำกว่าเกณฑ์ (subprime) ซึ่งเป็นส่วนย่อยของระบบการเงินของโลกจึงส่งผลกระทบที่รุนแรงเกินคาดดังที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้ ?"

ทั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ที่สำคัญยิ่งคือ วิวัฒนาการทางการเงินที่นำเอา subprime มาแปลงเป็นตราสารประเภทต่างๆ โดยเฉพาะการปรุงแต่งและแปรรูปให้เป็นซีดีโอ (Collateralized debt Obligation) ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 12 เท่าในช่วงปี 2000-2006 โดยมีมูลค่าสูงสุดถึง 3 ล้านล้านเหรียญในปี 2006 แต่ดังที่เห็นอยู่ในขณะนี้ CDO ดังกล่าวที่นำออกขายทั่วโลกกำลังประสบปัญหาขาดทุน ขาดสภาพคล่อง และยังไม่สามารถประเมินมูลค่าที่แท้จริงได้ ทำให้สถาบันการเงินที่เป็นผู้ออก และลงทุนใน CDO กำลังประสบปัญหาอย่างมาก

ความเชื่อมั่นในวิวัฒนาการทางการเงินดังกล่าว และความมั่นใจในระบบเศรษฐกิจการเงินโดยรวม ทำให้นักลงทุนและนายธนาคารชะล่าใจและพยายามแสวงหาผลตอบแทนสูง (แข่งกันทำกำไร) ทำให้ความระมัดระวัง และความกลัวความเสี่ยงลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดภาวะฟองสบู่ ในเชิงของราคาสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ทำให้ Jean-Claude Trichet ผู้ว่าการธนาคารกลางของยุโรปตักเตือนว่า พันธบัตรชนิดใหม่ๆ และอนุพันธ์ต่างๆ นั้นขาดความโปร่งใส ดังนั้นความเสี่ยงของตราสารต่างๆ อาจสูงกว่าที่ตลาดประเมินอยู่ในขณะนั้น Timothy Geithner ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ สาขามลรัฐนิวยอร์ก ได้กล่าวเตือนธนาคารสหรัฐให้ระวังความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรง แม้ว่าธนาคารจะประเมินว่าความเสี่ยงดังกล่าวมีความเป็นไปได้ต่ำ ซึ่งบางธนาคารก็ได้ปรับลดความเสี่ยงของตน เช่น ธนาคาร Deutsche Bank ของเยอรมนี และ J.P. Morgan Chase ของสหรัฐ แต่ก็มิใช่แนวทางปฏิบัติโดยทั่วไปของผู้ควบคุมสถาบันการเงิน นักลงทุนและสถาบันการเงินแต่อย่างใด ทั้งนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องในระบบการเงินดังกล่าวข้างต้นมีความเชื่อมั่นว่า

1.ตลาดทุนปัจจุบันมีพัฒนาการที่ล้ำหน้ากว่าแต่ก่อนมาก ซึ่งจะทำให้ธนาคารสามารถแปลงสินเชื่อ เป็นหลักทรัพย์ได้โดยง่ายดาย กล่าวคือ ธนาคารจะสามารถกระจายความเสี่ยงได้ เพราะระบบการเงินจะมีสภาพคล่อง ให้สามารถขายตราสารหนี้ต่างๆ เพื่อโยกย้ายความเสี่ยงออกจากสถาบันการเงินไปสู่นักลงทุนทั่วไปได้ตลอดเวลา ความเชื่อดังกล่าวทำให้ธนาคารรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

2.สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือมีความสามารถที่จะจัดอันดับความเสี่ยงของตราสาร และอนุพันธ์ต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ ทำให้ทางการและนักลงทุนเชื่อมั่นว่าจะสามารถพึ่งพาสถาบันจัดอันดับ เป็นตัวแทนในการควบคุมดูแลความเสี่ยง ให้กับนักลงทุนได้

3.การจัดทำ CDO ซึ่งเป็นการจัดสรรและจัดแบ่งความเสี่ยงของตราสารเป็นระดับต่างๆ และเป็นวิวัฒนาการ ที่ทำให้ระบบการเงินมีเสถียรภาพ และความมั่นคงมากยิ่งขึ้น ความเชื่อนี้ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องรู้สึกนิ่งนอนใจว่า ระบบการเงินจะสามารถรับมือกับความตกต่ำที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างแน่นอน

กล่าวโดยสรุปคือ ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐมีความเชื่ออย่างแน่วแน่ว่า "โลกเปลี่ยนไปแล้ว" ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐมิได้เข้าไปกดดันให้ธนาคารเร่งเพิ่มทุน แม้ว่าหนี้สินของธนาคาร (โดยการปล่อยสินเชื่อ และออกตราสารหนี้) เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดกล่าวคือ มีความเชื่อมั่นในมันสมอง ของสถาบันการเงินของสหรัฐ (intellectual capital of wall street) ว่าจะดูแลสถาบันการเงินสหรัฐได้เป็นอย่างดี

ดังนั้น เมื่อสหรัฐประสบปัญหา subprime ในชั้นต้นฝ่ายต่างๆ จึงมิได้ตื่นตระหนกแต่อย่างใด เพราะขนาดของสินเชื่อเพียง 800,000-1,000,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยรัฐบาลสหรัฐประเมินความเสียหายจาก subprime เพียง 50,000-100,000 ล้านเหรียญเท่านั้น แต่ปรากฏว่าปัญหา subprime "ลาม" ออกไปในลักษณะที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน คือ

1.การจัดอันดับความเสี่ยงของสถาบันจัดลำดับความน่าเชื่อถือ (เช่น Moodys และ S&P) นั้นเชื่อถือไม่ได้เลย โดยสถาบันดังกล่าวเร่งรีบลดอันดับตราสารหนี้ประเภทต่างๆ ในไตรมาส 3 ปี 2007 ทำให้ตราสารหลายแสนล้านเหรียญ เปลี่ยนจาก AAA มาเป็นตราสารที่ต่ำกว่ามาตรฐานอย่างกว้างขวาง เช่น เมอร์ริล ลินช์ ต้องยอมขายตราสาร AAA เมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้วที่ราคา 22% ของราคาเดิม

2.ปัญหาดังกล่าวข้างต้นทำให้นักลงทุนหยุดการซื้อ-ขายตราสารเกือบทุกประเภท ส่งผลเป็นลูกโซ่ให้สถาบันการเงินหลายแห่ง ขาดสภาพคล่องโดยฉับพลัน กระบวนการที่ธนาคารแปลงสินเชื่อเป็นหลักทรัพย์ก็ต้องหยุดชะงักเช่นกัน และเมื่อธนาคารปล่อยสินเชื่อ (โดยเฉพาะด้านอสังหาริมทรัพย์) ไม่ได้ก็ยิ่งกดราคาสินทรัพย์ (ราคาบ้าน) ลงอย่างรวดเร็ว

3.เมื่อเห็นว่าราคาสินทรัพย์โดยรวมเริ่มปรับตัวลดลง ตลาดเงินตลาดทุนทั้งหมด ก็เข้าสู่สภาวะขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง ซึ่งขัดกับสมมติฐานที่มีความเชื่อมั่นว่า ตลาดเงินตลาดทุนของสหรัฐจะมีสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ สามารถปรับสถานะทางการเงินของตนอย่างต่อเนื่อง และเมื่อพึ่งพาตลาดเงินตลาดทุนไม่ได้ก็ต้องหันเข้าหาธนาคารพาณิชย์ ซึ่งกลายเป็นที่พึ่งซึ่งพึ่งไม่ได้เพราะธนาคารเอง ก็อยู่ในสภาวะที่ขาดสภาพคล่อง และทุนไม่เพียงพอเช่นกัน

แรงกดดันดังกล่าวยิ่งทำให้ธนาคารต้องปกป้องตัวเองโดยการปล่อยกู้น้อยลงเพื่อรักษาทุน และสภาพคล่องของตัวเอง สิ่งที่ตามมาคือความเชื่อมั่นในระบบการเงินของสหรัฐกำลังเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว วิกฤตสถาบันการเงินสหรัฐที่เกิดขึ้นมาเกือบ 1 ปีแล้วทำให้ความเชื่อมั่นในระบบและผู้ควบคุมระบบการเงินกลายเป็น "สิ่งที่หาได้ยาก" ในขณะนี้ ทั้งนี้สะท้อนให้เห็นจากการที่มูลค่าหุ้นของสถาบันการเงินที่ปรับลดลงไปแล้วถึง 1.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์สหรัฐรับความเสียหายไปแล้วทั้งสิ้น 476,000 ล้านเหรียญ ซึ่งยังต่ำกว่าวิกฤตบริษัทเงินทุนของสหรัฐ เมื่อปี 1990-1992 ซึ่งสถาบันการเงินได้รับความเสียหาย 600,000 ล้านเหรียญ อย่างไรก็ดีวิกฤตครั้งนี้ น่าจะเสียหายเท่ากับวิกฤตครั้งก่อนหรือมากกว่านั้น (ไอเอ็มเอฟประเมินว่าความเสียหายน่าจะประมาณ 945,000 ล้านเหรียญ)

ที่สำคัญคือธนาคารจะต้องปรับวิธีการทำธุรกิจอย่างที่มีนัยสำคัญ สถาบันการเงินที่เป็นวาณิชธนกิจ เช่น Bear Sterns ซึ่งมีบทบาทนำในการจัดทำและจัดจำหน่ายตราสาร CDO และอนุพันธ์ต่างๆ จะต้องลดการทำธุรกิจดังกล่าวอย่างมาก และจะต้องถูกทางการควบคุมความเสี่ยงอย่างเข้มงวด ทำให้ขอบเขตการทำธุรกิจจะต้องถูกจำกัด ทำให้ความสามารถในการทำกำไร ลดลงไปอย่างมากด้วย ในขณะเดียวกันธนาคารพาณิชย์ก็จะต้องลดความเสี่ยงของตนลง แต่ธนาคารที่ทำธุรกิจครบวงจร (universal bank) จะได้เปรียบวาณิชธนกิจในการทำธุรกิจในอนาคต แต่ทั้งนี้บทเรียนสำคัญที่สุดคือ เทคโนโลยีทางการเงินไม่ว่าจะล้ำหน้าเพียงใด ก็จะไม่สามารถทดแทนการประเมินความเสี่ยง ของลูกหนี้ที่ถูกต้องและแม่นยำได้

Tags